บทที่ 1 คำนำ+ปฐมบท 1 สวีหลิงเยี่ยน1
เมื่อบุปผาต่างขั้วสลับร่างเปลี่ยนวิญญาณ
กายผสานกับวิญญาณที่เปลี่ยนผันผิดแผก จะมอบคืนวันอันสงบสุขได้อย่างไร?
สวีหลิงเยี่ยน
นางอ่อนแอโง่เขลาและไร้ค่า ทว่าต้องมาอยู่ในร่างสตรีแข็งแกร่ง เปี่ยมอำนาจ มีสมุนมารใต้อาณัตินับหมื่น และมีสามีเป็นจอมมารผู้เก่งกาจแต่ชั่วช้า
คงถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองจริงๆ เสียทีกระมัง
หลิ่งหลิน
นางเกิดมาเพื่อฆ่า ฝึกวิชาเพื่อล่าสังหาร ทว่ากรรมที่เคยก่อคงถึงเวลาชดใช้ จึงจำต้องเป็นงูพิษจำศีล ใช้ชีวิตใหม่ในร่างสาวน้อยผู้อ่อนแอขี้แพ้
แต่ไฉนต้องทนให้ผู้อื่นเหยียบย่ำอีกเล่า?
คำนำนักเขียน
นิยายบุปผาวารีเป็นเรื่องราวของสตรีต่างขั้วสองคนสลับร่างกันอย่างคาดไม่ถึง
เล่มนี้เป็นเรื่องราวของหลิ่งหลิน นักฆ่าฝีมือฉกาจ ศิษย์หญิงของนางมารหลิ่งม่อที่ตั้งตนเป็นจักรพรรดิหลงซาน
ชะตาชีวิตของหลิ่งหลินเหมือนถูกลิขิตให้เป็นนักฆ่า รู้จักการฆ่าตั้งแต่เด็ก นางจึงเติบโตบนซากศพท่ามกลางทะเลเลือด ต้องฝึกวิชาโหดเหี้ยมอำมหิตเพื่อเป็นมือสังหาร ต้องฝึกฝนหนทางแห่งมารเพื่อปกครองหุบเขาปีศาจ มีอำนาจยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากจักรพรรพดินีปกครองแว่นแคว้น
แต่เมื่อย้ายร่างมากลายเป็นคุณหนูผู้หนึ่งในสกุลสวีจึงถือโอกาสชดใช้ความผิดให้ใครบางคน
‘ข้าจะปกป้องท่านเอง’
คำเตือน
นิยายเรื่องนี้ไม่อ้างอิงประวัติศาสตร์ชาติใด
ทุกตัวละครไม่มีอยู่จริง
ทุกตัวอักษรเกิดจากจินตนาการทั้งหมด
บางช่วงบางตอนอาจมีเนื้อหารุนแรง
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ขอให้ทุกท่านมีความสุขและสนุกกับจินตนาการ
ด้วยรัก
เป้าหมายในการมีชีวิตอยู่คืออันใด
ไฉนตัวข้าผู้นี้ถึงไม่มี
แค่อยากชีวิตดี มีคนที่รักสักคน เหตุใดจึงยากเย็น
ไร้สหาย สิ้นคนรักข้างกาย ไม่มีผู้อาวุโสพึ่งพิง
ชีวิตนี้ว่างเปล่าเกินทน
ทุกวันอ้างว้าง ไร้แรงกำลังอยู่ต่อจริงๆ
สวีหลิงเยี่ยน
แคว้นต้าอันยิ่งใหญ่ สงบและรุ่งเรืองแห่งนี้ จักรพรรดิจ้าวเฉวียนให้ความสำคัญการร่ำเรียนอ่านเขียน มิแบ่งแยกชายหญิง
ทั่วแคว้น บุรุษสตรีเท่าเทียม มีสิทธิ์ได้เรียนรู้เท่ากัน ล้วนได้รับการขัดเกลา ร่ำเรียนและฝึกฝนศาสตร์ทุกแขนงจากสำนักศึกษาที่ก่อตั้งทั่วดินแดน
ผู้คนในทุกช่วงวัยจำต้องมีวิชาความรู้ติดกาย ถึงจะเรียกว่าได้ดีมีคุณธรรมค้ำจุนใต้หล้า
บุตรที่ขยันอดทนหมั่นพากเพียรมิหยุดหย่อน ย่อมได้รับการยกย่องเชิดชู ภายหน้าเติบใหญ่จะได้ดี มีสิทธิ์เข้ารับราชการเป็นขุนนางชายขุนนางหญิงผู้เลื่องลือ มียศถาบรรดาศักดิ์ เจริญรุ่งเรืองไม่สิ้นสุด
สำนักศึกษาชิ่นหลัน
สตรีนางหนึ่งก้มหน้าหลุบตาขณะค่อยๆ เดินผ่านกลุ่มสหายร่วมเรียนอย่างเงียบเชียบ สงบเสงี่ยมเจียมตัว ทว่าไม่เป็นผล เมื่อคนทั้งกลุ่มหันมามองนาง แววตาเหล่านั้นคล้ายรังเกียจเดียดฉันท์ สตรีผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างหยามหยัน
“หากวันนี้มิใช่เพราะคุณหนูไร้ค่าไม่ได้เรื่องอย่างเจ้า พวกเราอาจชนะการแข่งขันร่ายรำเพลงพิณก็เป็นได้”
ร่ายรำเพลงพิณนับเป็นศาสตร์สตรีที่สูงส่งมิต่างจากร่ายรำเพลงกระบี่ในวิชาต่อสู้ของเหล่านักรบที่ถูกยกย่องเป็นวีรบุรุษ
อีกคนเอ่ยเสริม “ใช่ ไฉนท่านอาจารย์ซ่งต้องให้เจ้ามาเข้ากลุ่มกับพวกข้าด้วย หากไม่มีเจ้าเป็นตัวถ่วง พวกเราชนะไปแล้ว”
“นั่นสิ บรรเลงพิณก็ไม่ได้ ออกท่าเริงระบำยังหกล้ม พาทุกคนลงไปกองกับพื้นจนหมด น่าอายนัก การจับกลุ่มวันนี้ อาจารย์ซ่งบอกว่ามีผลจนกว่าจะหมดวิชาเรียนฤดูร้อน นอกจากวิชาพิณกับร่ายรำ พรุ่งนี้ต้องวาดภาพต่อกลอนอีก ข้าคิดว่าพวกเราต้องแพ้ราบคาบจนไม่ได้เลื่อนระดับแน่ หากยังมีคุณหนูสวีผู้ไร้ประโยชน์อยู่ในกลุ่ม”
สตรีชุดฟ้าที่นิ่งเงียบอยู่นานเดินเข้ามาผลักไหล่
“นี่! สวีหลิงเยี่ยน พรุ่งนี้ไม่ต้องมาเรียนที่ก็ดีนะ ข้าเห็นท่าทางอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงเหมือนซากศพเดินได้กับใบหน้าจืดชืดซื่อบื้อเหมือนคนไร้สมองของเจ้าแล้ว รู้สึกทนไม่ไหวจริงๆ อยากจะอาเจียน!”
เจ้าของนามได้ยินชัดทุกคนแต่ยังคงเงียบงัน ก้มหน้ามิกล้าสบตาท่าทีเต็มไปด้วยอาการตกประหม่าขลาดเขลาและไม่มั่นใจ
คุณหนูชุดเขียวเริ่มทนไม่ไหว นางเข้ามาผลักหน้าอกจนสวีหลิงเยี่ยนล้มตึง “ได้ยินหรือไม่? พรุ่งนี้ไม่ต้องโผล่หัวมาให้พวกเราเห็นหน้าอีก จะไปตายที่ไหนก็ไป”
“ข่ะ ข้าขอโทษ” สวีหลิงเยี่ยนค่อยๆ เอ่ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ ทว่าหนักแน่น “ต่อไปข้าจะพยายามให้มากกว่านี้ จะทำให้ดีขึ้นแน่นอน พวกเจ้า ได้โปรดให้อภัยข้าเถิดนะ”
“เฮอะ! ให้อภัยหรือ? ชิ! ไร้ค่าจริงๆ”
ทุกคนสบถขณะพากันเดินจากไป
หลิงเยี่ยนเม้มปากน้ำตาคลอ ยกมือที่มีเลือดซิบเพราะถูกผลักจนล้มเมื่อครู่ขึ้นดู
ฝ่ามือนี้เคยช่วยสหายผู้หนึ่งเอาไว้ตอนอีกฝ่ายกำลังเดินเล่นอย่างซุกซนแล้วสะดุดล้ม นางรับแรงกระแทกนั้น จนกระดูกนิ้วบาดเจ็บเรื้อรัง มิอาจบรรเลงพิณได้สะดวก
หญิงสาวยังคงนั่งคุดคู้อยู่ตรงนั้น เนิ่นนานให้หลังค่อยลุกขึ้นเดินกะเผลกออกจากสำนักศึกษา
มองผ่านม่านน้ำตาเห็นเบื้องหน้าในระยะไม่ไกลนักคือสวนพฤกษา ภาพบาดตากรีดใจที่เกิดขึ้นตรงนั้นเมื่อวาน กระทั่งส่งผลให้จิตใจไม่อยู่กับตัวยังคงฉายชัดในห้วงภวังค์
บุรุษที่นางคบหาดูใจมากว่าสามปีกับสตรีต่างเมืองที่เพิ่งรู้จักเพียงหกเดือน
พวกเขาอยู่ด้วยกัน ท่าทีสนิทสนมเปิดเผยหวานชื่น และเหมือนตั้งใจให้นางเห็น เป็นเช่นนั้นหลายครั้งหลายครา หากแต่นางทำเพียงเพิกเฉย มิเอ่ยวาจาหรือโวยวายอันใด การยอมรับได้ในเรื่องสองภรรยาใช้สามีเดียวกันมิใช่ปัญหา
แต่ว่า...หากครึ่งปีก่อนนางไม่พาสหายใหม่คนนี้มาแนะนำให้ท่านพี่ฉู่เฉิงรู้จักจะดีสักเพียงใด?
เขายังจะมีวาจาเช่นนั้นกับนางหรือไม่?
‘เยี่ยนเอ๋อร์ เจ้าอ่อนแอเกินไป ทำตัวน่าเบื่อยิ่งนัก ช่วยเปลี่ยนตัวเองเสียบ้างเถอะ ข้ามิอาจอยู่กับเจ้าได้ตลอดหรอกนะ’
ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เห็นพูดแบบนี้ ยังบอกว่านางเป็นสตรีเรียบร้อยอ่อนโยน ปรารถนาดูแลปกป้องตลอดไป
นางได้แต่คิดทว่ามิกล้าเอ่ยออกมา
